งานวิจัยที่เชื่อมโยงการพัฒนาด้านในและด้านนอก เพื่อความยั่งยืนและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

งานเขียนนี้ คือ ส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ของ ดร.ธีรัญญ์ ไพโรจน์อังสุธร (อ.รัน) จากการเข้าร่วมเรียนรู้ในโปรแกรม IDG Ambassador ซึ่งมีโอกาสได้เรียนรู้กับ ศาสตราจารย์ Christine Wamsler (Professor at LUCSUS Lund University) ผู้ทำวิจัยเรื่อง การเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก เพื่อความยั่งยืนและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ 

การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืนและการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ (sustainability and climate action) กำลังเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภัยคุกคามของภาวะโลกร้อน (climate change) อย่างไรก็ตาม แนวทางเชิงนโยบายที่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด (dominant incremental policy approaches) ไม่สามารถสร้างการดำเนินการในความเร็วหรือความลึกที่จำเป็นได้

นี่เป็นผลมาจากการที่ประวัติศาสตร์ได้กำหนดกรอบให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียงความท้าทายภายนอกและทางเทคนิค (purely external, technical challenge) ส่งผลให้เกิดการมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจภายนอกในวงกว้าง (wider external socio-economic structures), พลวัตของการกำกับดูแล (governance dynamics) และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (technology change) เป็นหลัก

ความจำเป็นของมุมมองแบบบูรณาการ (Integral Perspective)

มีความจำเป็นเร่งด่วนในการทำความเข้าใจแบบบูรณาการมากขึ้น (more integral understanding) เพื่อเชื่อมโยงแนวทางภายในและภายนอก (links internal and external approaches) ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน (transformation)

นักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานกำลังเน้นย้ำว่า การมุ่งเน้นไปที่มิติภายนอกที่มีอยู่ จำเป็นต้องเสริมด้วยการมุ่งเน้นไปที่มิติภายใน (internal focus) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น (more profound cultural shift)

มิติภายใน (Internal dimensions) หรือคำที่ใช้เรียกอื่น ๆ เช่น โลกภายใน (inner worlds), ภาวะภายใน (inner being), ความเป็นภายใน (interiority) หรือกรอบความคิด (mindsets) ถูกมองว่าเป็นจุดที่ใช้ในการยกระดับอย่างลึกซึ้ง (deep leverage point) สำหรับการเปลี่ยนแปลง มิติภายในเหล่านี้ประกอบด้วย ค่านิยม (values), ความเชื่อ (beliefs), โลกทัศน์/กระบวนทัศน์ (worldviews/paradigms) และความสามารถภายในที่เกี่ยวข้อง (associated internal capacities) ซึ่งจัดการกับรากเหง้าของปัญหาโดยตรง

จุดคานงัด หรือจุดที่ใช้ในการยกระดับ (Leverage Points)

จุดคานงัดหรือจุดที่ใช้ในการยกระดับ (Leverage points) เป็นจุดสำหรับการแทรกแซงในระบบ โดยมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในระดับรวมและระดับระบบเพิ่มขึ้น

จุดคานงัดหรือจุดที่ใช้ในการยกระดับแบบตื้น (Shallow leverage points)

 ประกอบด้วยพารามิเตอร์ภายนอก (external parameters) เช่น ภาษีหรือสิ่งจูงใจ (taxes or incentives) ซึ่งเป็นจุดที่นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันมุ่งเน้น

จุดคานงัดหรือจุดที่ใช้ในการยกระดับอย่างลึกซึ้ง (Deep leverage points)

เน้นที่มิติภายใน (internal dimensions) ซึ่งจัดการได้ยากกว่า แต่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุตั้งต้นของระบบ คือ เป็นระดับที่เป้าหมาย โครงสร้าง กฎ และพารามิเตอร์ของระบบปรากฏขึ้น

ขอบเขตและมุมมองของการวิจัย (Scope and Perspectives of Research)

งานวิจัยที่เชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงภายในและภายนอก (linkages between internal and external change) ยังคงขาดแคลนและกระจัดกระจาย (scarce and fragmented) อยู่ การศึกษาที่ใช้การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic literature review) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินขอบเขต มุมมอง แนวทาง และวิธีการที่ใช้ในการทำความเข้าใจว่าปัจจัยภายในมีความสัมพันธ์กับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนอย่างไร

ทิศทางของการเปลี่ยนแปลง (Directionality)

จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ (systematic literature review) จำนวน 89 บทความ ที่ตีพิมพ์ระหว่างปี 2002 ถึง 2020 พบว่าการศึกษาที่ทำการทบทวนส่วนใหญ่ มองความเชื่อมโยงเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบทิศทางเดียว (one-directional relationship) 

  • โดยส่วนใหญ่ 69% ที่มีทิศทางการศึกษาจากเปลี่ยนแปลงจากภายใน/ปัจเจกบุคคล ไปสู่ภายนอก/ระดับระบบ
  • มีเพียงส่วนน้อย 14% ที่มีทิศทางการศึกษาจากการเปลี่ยนแปลงภายนอก/ระดับรวมและระบบ ไปสู่ภายใน/ปัจเจกบุคคล

มุมมองแบบหลายทิศทาง (Multidirectional perspective) การศึกษาแบบสหวิทยาการที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานเริ่มใช้มุมมองแบบหลายทิศทาง ซึ่งเน้นย้ำถึงปฏิสัมพันธ์ที่ซับซ้อน (complex interactions) และความจำเป็นในการแทรกแซงที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน

ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงภายใน-ภายนอก (Factors of Inner-Outer Change)

แม้จะมีมุมมองและสาขาวิชาที่แตกต่างกัน งานวิจัยได้ระบุรูปแบบเกี่ยวกับปัจจัยที่ถือว่าสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงภายในที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอกไปสู่ความยั่งยืน ปัจจัยเหล่านี้สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มสำคัญ ๆ ดังนี้

1. คุณสมบัติ/ความสามารถในการเปลี่ยนแปลง (Transformative qualities/capacities)

คุณสมบัติภายในเหล่านี้เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ การเลือกในชีวิตประจำวัน และการตัดสินใจของผู้คน และสามารถอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่จำเป็นสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น คุณสมบัติเหล่านี้จัดกลุ่มได้เป็น 5 กลุ่มที่สัมพันธ์กัน

การตระหนักรู้ (Awareness)

รวมถึงการมีอยู่ (presence), ความสนใจ (attention), การรับรู้ตนเอง (self-awareness) และการสะท้อนตนเอง (self-reflection)

การเชื่อมโยง (Connection)

รวมถึงความเห็นอกเห็นใจ (compassion), การเอาใจใส่ (empathy), ความเมตตา (kindness) และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (generosity) โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ (human–nature connectedness)

ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (Insight)

รวมถึงการเข้าใจมุมมองที่หลากหลาย (perspective-taking), การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ (relational thinking) และการบูรณาการวิธีการรับรู้ที่แตกต่างกัน (integration of different ways of knowing)

เจตจำนง (Purpose)

รวมถึงการกระตุ้นและการไตร่ตรองค่านิยม (activation and reflectivity of one’s values), ความรู้สึกถึงจุดมุ่งหมาย (sense of purpose) และความรับผิดชอบ (responsibility)

การเป็นตัวแทน/ความสามารถในการปฏิบัติการ (Agency)

รวมถึงความรู้สึกของการเสริมอำนาจ (sense of empowerment) และทักษะที่ส่งเสริมความร่วมมือและการดำเนินการ (cooperation and action-taking) เช่น ความกล้าหาญ (courage) และความคิดสร้างสรรค์ (creativity)

2. ปัจจัยตัวกลาง (Intermediary factors)

เป็นผลลัพธ์ของคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายนอก ได้แก่

  • ความเป็นอยู่ที่ดีส่วนบุคคลและสุขภาพ (subjective wellbeing and health)
  • ความสามารถในตนเอง (self-efficacy)
  • ความไม่ลงรอยกันทางปัญญา (cognitive dissonance)
  • อัตลักษณ์ทางสังคมและความไว้วางใจ (social identity and trust)

3. สภาวะภายใน – ค่านิยม ความเชื่อ และโลกทัศน์/กระบวนทัศน์ (Inner states – values, beliefs and worldviews/paradigms)

ปัจจัยเหล่านี้สามารถเปลี่ยนวิธีที่เราสัมผัสและสัมพันธ์กับตนเองและโลกของเราได้ ประเด็นสำคัญ 4 ประการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงภายใน-ภายนอก ได้แก่

  • การเชื่อมโยงกับมนุษย์และสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ (connectedness with the human and more-than-human)
  • การมุ่งเน้นผู้อื่น (other-focused orientations) เช่น การเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น (altruism)
  • ค่านิยมที่ไม่ใช่วัตถุนิยม/ที่แท้จริง และค่านิยมทางชีวภาค (non-materialistic/intrinsic and biospheric values)
  • ความรู้สึกของการเป็นตัวแทน (sense of agency) และการรับรู้ในความเป็นตัวตน (circle of identity) ความห่วงใย (care) และความรับผิดชอบ (responsibility)

ปัจจัยทั้ง 3 ส่วนนี้ ได้แก่ (1) คุณสมบัติ/ความสามารถในการเปลี่ยนแปลง, (2) ปัจจัยตัวกลาง, และ (3) สภาวะภายใน มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงมิติสามด้าน คือ being, thinking และ acting ทั้งในระดับบุคคลและระดับรวม เรียกสภาวะนี้ว่า interbeing, interthinking, และ interacting 

ดังนั้น การพบว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังวิกฤต เกี่ยวข้องกับความแตกแยกหรือการตัดขาดจากกันระหว่างมนุษย์กับโลก แสดงให้เห็นว่าการขยายการรับรู้ในความเป็นตัวตน (circle of identity), ความใส่ใจ (care) และ ความรับผิดชอบ (responsibility) จนนำไปสู่สภาวะ interbeing, interthinking, และ interacting จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ

แนวทางการวิจัยและนโยบายใหม่ (New Research and Policy Agenda)

แบบจำลองที่เสนอขึ้นมาในงานวิจัยนี้เป็นรากฐานและเป็นพิมพ์เขียวสำหรับงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติในอนาคต โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าใจด้านสหวิทยาการ (interdisciplinarity), หลายทิศทาง (multidirectionality) และการพึ่งพาอาศัยกัน (interdependency)

การดำเนินการตามข้อเสนอแนะนี้มีแนวทางที่สำคัญสองประการ

1. การพัฒนาสภาพแวดล้อมและแนวปฏิบัติที่สามารถบ่มเพาะคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลง (developing environments and practices that can nourish transformative qualities)

เพื่อช่วยค้นพบรูปแบบทางวัฒนธรรมที่ซึมซับไว้ และเพิ่มความรู้สึกของการเชื่อมโยงถึงกัน (sense of interconnection) ตัวอย่างการแทรกแซงรวมถึง การแทรกแซงโดยใช้สติ (mindfulness-based interventions), การทำสมาธิความเมตตา (lovingkindness and compassion meditation) และแนวทางที่อิงกับศิลปะหรือธรรมชาติ (art- or nature-based approaches) 

2. การบูรณาการ (mainstreaming) การพิจารณามิติภายใน (internal dimensions) เข้ากับภูมิทัศน์ทางการเมืองและสถาบัน (political and institutional landscape)

เพื่อสร้างเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่สามารถสนับสนุนการเกิดขึ้นของเรื่องเล่าและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การวิจัยนี้ช่วยให้ก้าวข้ามความเข้าใจในปัจจุบันที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเพียงปัญหาภายนอกเท่านั้น และมองว่าเป็นปัญหาความสัมพันธ์ของมนุษย์ (human relationship problems) ที่เชื่อมโยงกับวิกฤตทางสังคมอื่น ๆ เช่น สุขภาพจิต, การบริโภคนิยม, การเหยียดเชื้อชาติ (psychological health, consumerism, racism)

การพิจารณาถึงมิติภายในนี้เปรียบเสมือนการพยายามปรับเข็มทิศภายในเรือ (internal compass) ให้ถูกต้อง แทนที่จะสนใจแค่เพียงการพยายามแก้ไขปัญหาที่ผิวน้ำ (surface-level problems) เท่านั้น เพื่อให้เรือสามารถนำทางไปสู่จุดหมายแห่งความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง (genuine sustainability)

งานเขียนที่เกี่ยวข้อง

อ.รัน - ดร.ธีรัญญ์ Soft Skills Trainer, Contemplative Facilitator, and Certified Strengths Coach
Since:
Update:

Read : 16 times