ผู้นำแห่งสติ และ การเป็นอิสระ - Mindful Leadership

การออกแบบหลักสูตร Mindful Leadership แบบ 1-2 วัน สำหรับคนทำงานที่จัดเวลาเรียนได้ไม่มาก จะออกแบบอย่างไร ให้ผู้เรียนเกิดความสนใจใคร่รู้และไปฝึกปฏิบัติต่อ ไปจนถึงรองรับ กรณีที่ผู้สอนได้พบผู้เรียนที่มีความเข้าใจเกินกว่าผู้สอน

ในระหว่างการออกแบบหลักสูตรนี้ ก็เกิดนึกถึง ผลลัพธ์ขั้นสูงของสติ สมาธิ ปัญญา นั่นคือ การเป็นอิสระจากพันธนาการ (สังโยชน์) 3 อย่าง ได้แก่ ได้แก่ 1) พันธนาการจากตัวตน 2) พันธนาการจากความลังเลสงสัย และ 3) พันธนาการจากแบบแผนเดิม ทำให้เกิดเนื้อหาการเรียนรู้ ดังต่อไปนี้

🔮1.) Roles and Responsibilities

ดำรงบทบาทได้อย่างเหมาะสม เป็นอิสระจากตัวตน

คนทำงาน 1 คน มีบทบาท หน้าที่ที่หลากหลาย มีทั้งงานหลัก งานรอง งานแทรก งานด่วน รวมไปถึงบทบาทในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคม

ดังนั้น จะทำอย่างไร ให้ผู้เรียนสามารถปล่อยวาง และสลับบทบาทได้เร็ว เพื่อเป็นผู้นำตามสถานการณ์ (Situational Leadership) สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างเท่าทันเป็นปัจจุบัน

🔮2.) Reliability

มีความน่าเชื่อถือ เป็นอิสระจากความสงสัย

คนทำงานแต่ละคน จำเป็นต้องทำงานตามเป้าหมายขององค์กร หากในกระบวนการนั้นขาดการตัดสินใจด้วยตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปอาจเกิดความลังเลสงสัยในสิ่งที่ทำ เพราะลืมเชื่อมโยงกับคุณค่าในใจ

ดังนั้น จะทำอย่างไร ให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของการทำงาน และทำให้ทีมงานรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ (Ownership)

🔮3.) Realization

รับรู้ข้อมูลตามจริง เป็นอิสระจากแบบแผนเดิม

คนทำงานที่ผ่านประสบการณ์มาสักระยะหนึ่ง จะมีประสบการณ์ที่ภูมิใจก่อประกอบเป็นแบบแผนการทำงานที่เคยนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ด้วยโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แบบแผนเดิม ๆ จึงอาจเวิร์ค หรือไม่เวิร์คแล้วก็เป็นได้ 

ดังนั้น จะทำอย่างไร ให้ผู้เรียนเกิดการสร้างสรรค์แผนงานให้สอดคล้องกับโลกภายนอก (Adaptability)

🪴 Relationship

มีความสัมพันธ์ที่ดี และเป็นผู้นำที่เป็นแบบอย่างได้

ถ้าผู้เรียน เกิดความเข้าใจหรือเป็นอิสระจากพันธนาการ 3 อย่างแล้ว จะทำอย่างไรต่อได้บ้าง เลยคิดว่าถ้าเติมบทที่ 4 อีกสักบท เพื่อให้เกิด "การแจกของส่องตะเกียง" คือ นำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ เป็นกัลยาณมิตร เป็นบุคคลต้นแบบ และแบ่งปันการเรียนรู้ให้กับผู้อื่นต่อได้ (Facilitative Leadership)

ตามแนวคิดนี้ หลักสูตรนี้ ก็เลยจะมี 4 บท ได้แก่

1. Roles and Responsibilities อยู่ในปัจจุบัน

2. Reliability มั่นใจในคุณค่า

3. Realization เปิดรับพัฒนา

4. Relationship นำพาความสุขใจ

--- รัน ธีรัญญ์

แรงบันดาลใจจาก เรื่อง สังโยชน์ 3

คุณค่าของสติและสมาธิในการทำงาน: The Value of Meditation and Mindfulness

คุณค่าของการฝึกสติในมิติขององค์กรนั้น ประกอบด้วย 5 ประการ คือ (1) สติช่วยลดความเครียดและป้องกันอาการหมดไฟ (2) สติช่วยลดอัตราการลาออกที่ไม่พึงประสงค์ (3) สติช่วยเพิ่มผลผลิตและความผูกพันในองค์กร (4) สติช่วยดึงดูดคนเก่งให้อยากมาทำงานในองค์กร และ (5) สติช่วยเพิ่มความสร้างสรรค์และนวัตกรรม โดยได้เขียนรายละเอียดไว้ในบทความ 5 เหตุผล ที่บริษัทควรฝึกอบรมด้านสติ สำหรับบทความนี้ จะอธิบายถึงคุณค่าของสติและสมาธิ ในแง่ของบริบทคนทำงาน ดังนี้

สติ

การมีสติในการทำงาน คือ การทำงานทีละอย่างด้วยความเต็มเปี่ยม เราตระหนักรู้ว่าถึงแม้เราจะงานยุ่งแค่ไหน แต่เราก็สามารถทำได้ทีละอย่างอยู่ดี เราอาจเคยได้ยินคำว่า “Multitasking” ซึ่งหมายถึงการทำหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน แต่หากลองสังเกตดี ๆ ในความรวดเร็วฉับไวนั้น เราก็กำลังทำทีละอย่างอยู่ดี แม้นิ้วที่รัวบนแป้นคีย์บอร์ดก็สัมผัสกดลงแป้นทีละนิ้ว ถ้าเราคิดเรื่องอื่นพร้อมกับการทำงานอีกอย่าง เราจะไม่สามารถสังเกตเห็นสิ่งนี้ เมื่อสังเกตเห็นว่าเรากำลังทำหนึ่งอย่าง นั่นก็คือเรากำลังมีสติในการทำงาน

หากเราทำงานอย่างมีสติ เราจะมีความสุขในขณะที่กำลังทำ เราจะรู้สึกผ่อนคลายจากความคิดที่ว่า “งานยุ่งจังเลย” เราจะทำงานไปพร้อมกับการมีพื้นที่ว่างในใจ ให้สามารถเปิดรับผู้คน และเหตุการณ์ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่อาจแทรกเข้ามา โดยไม่รู้สึกต่อต้าน หรือขัดเคืองใจ

สติ (Mindfulness) มาจากรากศัพท์ของภาษาบาลีว่า Sati ซึ่งหมายถึงการสังเกตอย่างเป็นกลางโดยปราศจากความลำเอียง คือการตระหนักรู้ ณ ที่นี่และขณะนี้ (Here and Now) ตระหนักรู้ว่าคิดอะไร รู้สึกอย่างไร โดยปราศจากการต่อต้าน (Subirana, 2014)

การขาดสติในการทำงาน จะทำให้เราตกอยู่ในโหมดอัตโนมัติ (The Automatic-Pilot Mode) เราจะทำสิ่งต่าง ๆ ไปตามยถากรรมอย่างที่คุ้นเคย ถ้าความคุ้นเคยนั้นยังคงใช้การได้อยู่ เราก็จะไม่รู้เลยว่าสติมีความสำคัญอย่างไร เหตุการณ์ความไม่แน่นอน เป็นเครื่องเตือนใจให้เรามีสติ แต่การฝึกสติไว้ก่อนเจอเหตุการณ์ความไม่แน่นอนย่อมดีกว่า

สมาธิ

สำหรับคนทำงานชั้นดีในองค์กร เขาทำงานได้อย่างมี Productivity สูงมาก ๆ บางทีก็ทำงานจนหมดพลังนั่นแหละจึงเริ่มได้ครุ่นคิดถึงวิธีการที่จะพื้นคืนพลัง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการทำสมาธิ

สมาธิ (Meditation) มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า Mederi เป็นที่มาของคำว่า Medical, Medicine, Meditation และคำว่า Medication ในภาษาอังกฤษนั้น แปลว่า การเยียวยารักษา (Healing) ฮิปโปเครติส (Hippocrates) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งการแพทย์ ได้กำหนดความหมายของ คำว่า ความเจ็บป่วย (Illness) ว่าคือการขาดความกลมเกลียว และกำหนดความหมายของ คำว่า สุขภาพ (Health) ว่าคือความกลมเกลียวที่เต็มเปี่ยม (Full Harmony) เมื่อเราทำสมาธิก็เหมือนได้คืนความกลมเกลียวภายใน (Subirana, 2014)

การทำสมาธิ จึงคือการสร้างความกลมเกลียวภายใน ช่วยให้ร่างกายกลมเกลียวกับลมหายใจ เราอาจทำสมาธิผ่านอุปกรณ์หรือเรียกว่า “เครื่องอยู่” หมายถึงสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำให้เรามีความสุข แต่ละคนอาจมี “เครื่องอยู่” ไม่เหมือนกัน .เราอาจค้นพบ “เครื่องอยู่” ในแบบของเราเอง ด้วยการตอบคำถามว่า “อะไรคือสิ่งเล็กที่สุด หาได้ง่ายที่สุด ที่ทำให้ฉันมีความสุข” คำตอบนั้นแหละจะเป็น “เครื่องอยู่” สำหรับเราในวันที่ท้าทาย

คำฮิตติดปาก: ข้อสังเกตว่า เราอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ – Aware your catchword

 

เราทุกคนอาจมีช่วงเวลาที่ติดในอดีตหรืออนาคตได้ ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร เพียงแต่ว่าบทความนี้ จะแบ่งปันข้อสังเกตที่ตัวผมเองใช้ในการฝึกฝน เพื่อให้ดำรงอยู่ในปัจจุบันได้ต่อเนื่องมากขึ้น ๆ ด้วยการสังเกต ท่าทีของตนเองต่ออดีต ต่ออนาคต และความรู้สึกนึกคิดขณะดำรงอยู่ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้ครับ

ท่าทีต่ออดีต

เวลาที่เผลอติดอยู่ในอดีต มักจะพูดด้วยความรู้สึกเสียดายสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ติเตียนตนเองหรือผู้อื่นในทางตรงหรือทางอ้อม จึงมักพูดว่า “ฉันอุตส่าห์” “ว่าแล้ว” “เห็นมั้ย” “รู้งี้” “เป็นเพราะเขา” “เป็นเพราะฉัน” “เป็นเพราะเธอ”

เวลาที่ปล่อยวางอดีตได้ มักพูดว่า “ขอบคุณ” จะมองอดีตเป็นตำราให้ได้เรียนรู้ มองอย่างลึกซึ้งในเหตุปัจจัยจนรู้สึกขอบคุณทุกสิ่งที่ผ่านมาได้จริง ๆ มองเห็นข้อดีในอดีต ที่จะนำไปปรับปรุงใช้ได้ในอนาคต

ท่าทีต่ออนาคต

เวลาที่ติดอยู่ในอนาคต จะเชื่อว่าราวกับว่าสิ่งที่จินตนาการนั้นได้เกิดขึ้นไปแล้ว ด้วยมีความคาดหวังอย่างมาก จึงมีอาการผิดหวังหรือขัดเคืองใจอยู่บ่อย ๆ แต่อีกสักพักก็จะเกิดความคาดหวังครั้งใหม่มาทดแทนของเก่า วนไปแบบนี้ แต่ไม่ลงมือทำ จึงมีคำพูดติดปากว่า “จะต้องทำแบบนี้” “ควรเป็นแบบนี้”

เวลาที่ปล่อยวางอนาคตได้ จะเชื่อว่าทุกสิ่งยังเป็นไปได้ มีคำฮิตติดปากว่า “มันเป็นไปได้” ไม่เอาอดีตมาตัดสินอนาคต เป็นความเชื่อบนฐานของความจริงในปัจจุบัน สิ่งที่เด่นชัด คือ จะสร้างอนาคตด้วยการลงมือทำในปัจจุบัน

การดำรงอยู่ในปัจจุบัน

เพียงแค่อุทานว่า “นี่คือปัจจุบัน” แล้วเอานิ้มจิ้มลงนาฬิกา เวลาที่เรียกว่าปัจจุบันเมื่อสักครู่ ก็ได้เดินทางจากเราไปแล้ว การดำรงอยู่ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่การคิดเอา แต่คือการใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มเปี่ยม เช่น เมื่อล้างมือก็คือล้างมือเท่านั้น เมื่อเดินอยู่ก็คือเดินอยู่เท่านั้น เมื่อทำงานอยู่ก็คือทำงานอยู่เท่านั้น

การมองเห็นทุกสิ่งตรงหน้าอย่างรู้สึกว่า เป็นครั้งแรกที่ได้พบ และเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอ ระลึกรู้ว่า สิ่งที่ประกอบขึ้นมาเป็นปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นมาง่าย ๆ และไม่ใช่สิ่งที่ถาวร ด้วยความรู้สึกถึงความสำคัญในปัจจุบันเช่นนี้ เราจึงใส่ใจในคนตรงหน้า รับรู้ถึงการดำรงอยู่ซึ่งกันและกัน ด้วยความรู้สึกขอบคุณที่ได้พบเจอ

ลมหายใจโดยไม่บังคับ

การฝึกตามรู้ลมหายใจ โดยเริ่มต้น ความพยายามในการออกแรงหายใจเข้า จะเกิดขึ้นก่อนการรู้สึกถึงลมหายใจเข้าเล็กน้อย เช่นเดียวกันความพยายามในการออกแรงให้หายใจออก จะเกิดขึ้นก่อนการรู้สึกถึงลมหายใจออกเล็กน้อย นี่คือการเริ่มต้นที่งดงามในการฝึกฝนเพื่อการรู้สึกตัว บางทีเราอาจเรียกการรู้เช่นนี้ว่า “การกำหนดรู้” สิ่งนี้ ช่วยลดความเครียดหรือความคิดที่กำลังฟุ้งซ่านให้จางคลายได้

“หายใจเข้า… หายใจออก…”

เมื่อฝึกฝนการรู้ลมหายใจไปสักระยะหนึ่ง จะมีช่วงเวลาที่ความพยายามหายไป “การตามรู้ลมหายใจ” หรือ “การกำหนดรู้ลมหายใจ” จะแปรเปลี่ยนเป็น “การรู้ลมหายใจแบบซื่อ ๆ” อาจมาจากภาษาอีสานว่า…

“ฮู่ซือ ๆ บ่ต้องเฮ็ดหยัง”

สักแต่ว่ารู้ ราวกับว่านั่นมันไม่ใช่เรื่องของเรา เหมือนเรากำลังดู “ฮิปโปโปเทมัส” หายใจอยู่ เรื่องการหายใจเป็นเรื่องของฮิปโป ไม่ใช่เรื่องของเราแต่เรารู้อยู่ บางทีเราก็อาจมองเห็นร่างกายที่กระเพื่อม ๆ อยู่ด้วยลมหายใจ ไม่ใช่ร่างกายของเรา แต่เป็นลูกโป่งกลม ๆ ที่พองเข้าพองออกด้วยลม นี่คือการฝึกฝนที่เกื้อกูลให้อารมณ์ดี

ในการฝึกหายใจแบบต่าง ๆ บางทีเรียกว่า Breathwork เช่น Breathwork 4-7-8 คือ หายใจเข้านับ 4 กลั้นลมหายใจนับ 7 หายใจออกนับ 8 การฝึกเช่นนี้ ก็คือการใช้ความพยายามกำหนดรู้ ซึ่งช่วยให้เกิดการรู้สึกตัวได้ง่าย เกิดความผ่อนคลาย และเมื่อความพยายามที่จะรู้สึกถึงลมหายใจเข้าออก หายไป เหลือแต่แค่รู้ถึงการหายใจอย่างเป็นธรรมชาติ ก็จะเกิดความสบาย เราในฐานะผู้สังเกต ก็จะไม่ใช่ผู้หายใจอีกต่อไป จากนี้ การฝึกปฏิบัติจะลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น จนเหลือแต่อาการรู้ ที่มีการรู้และมีการถูกรู้ ไม่มีแม้กระทั่งเราในฐานะผู้สังเกต การฝึกปฏิบัติทั้งหมดนี้ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ ขึ้นอยู่กับว่า เราสนใจที่จะฝึกไปทำไม

การนำสติเข้าสู่องค์กร

เป็นไปได้ 2 แบบ

(1) นำสติเข้าแบบตรง ๆ ผ่านการจัดฝึกอบรม Mindfulness หรือ Mindful Leader ออกแบบโปรแกรมด้วยวิธีแบบดั้งเดิม (Traditional) หรือปรับประยุกต์ผ่านกิจกรรมฝึกสติ หรือทั้ง 2 แบบผสมกัน

(2) นำสติเข้าแบบอ้อม ๆ ผ่านการพัฒนาภาวะผู้นำแบบหนึ่ง ที่สติเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เช่น Facilitative Leadership หรือภาวะผู้นำที่ต้องอาศัยทักษะการฟัง การเข้าถึงความรู้สึกตนเองและผู้อื่น อาจแทรกสติเข้าไปในโปรแกรมพัฒนากลุ่ม Change Agent หรือ Sustainable Agent เป็นต้น

เมื่อสติถูกติดตั้งในระดับบุคคลแล้ว สติจะถูกติดตั้งในระดับองค์กรด้วย

“สร้างความกลมเกลียวจากภายใน เปิดรับความเป็นไปจากภายนอก” คำนี้ ใช้ได้ทั้งระดับบุคคลและองค์กร

Reference:

  • Subirana, M. (2014). The Value of Meditation and Mindfulness: Key Facilitation Skills. doi 10.12781/978-1-907549-20-5-2

ปรับองค์กรให้คล่องตัว ด้วยทีมแห่งสติ – Mindful Team

การทำงานร่วมกันในยุคสมัยใหม่ ที่เกื้อกูลให้องค์กรของเรา สามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ด้วยการจัดทีมแห่งสติ (Mindful Team) ขึ้นมาแบบเฉพาะกิจ เพื่อขับเคลื่อนแต่ละโปรเจคร่วมกันจนสำเร็จ โดยขอเรียนเสนอรายละเอียด ดังต่อไปนี้ครับ

ทีมแห่งสติ ประกอบด้วย 3 บทบาท

1. Mindful Mainbody

คือ ผู้ที่รับผิดชอบหลักในโปรเจค มีความเข้าใจลูกค้า และร่วมจัดลำดับความสำคัญของงาน โดยคำว่า ‘Mainbody’ ช่วยให้เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเดียวกันกับทีมงาน ไม่ได้มีใครเป็นเจ้าของงานแต่เพียงผู้เดียว ด้วยความรู้สึกเช่นนี้ ทำให้การทำงานร่วมกันมีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน

2. Mindful Master

คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น Facilitator นำวงสนทนา รวมถึงคอยให้คำปรึกษา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับทีมงานทุกคน โดยมุ่งเน้นขจัดอุปสรรคในการทำงานจากภายในจิตใจก่อนเป็นสำคัญ และเอื้ออำนวยให้กระบวนการทำงานร่วมกันเกิดความไหลลื่น และได้พัฒนาทั้งการทำงานและจิตใจไปพร้อมกันในระหว่างการทำงาน

3. Mindful Member

คือ สมาชิกทุกคนในทีม ที่มาช่วยกันทำงานด้วยความรู้สึกว่าเป็นร่างกายเดียวกัน ทุกคนจึงถูกมองเห็นและเห็นคุณค่าในตนเอง ตระหนักรู้ถึงจุดแข็งและข้อจำกัดของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองในขณะที่พร้อมเกื้อกูลการทำงานของผู้อื่นในทีมด้วย

โดยในแต่ละทีมจะมีสมาชิกครบทุกความเชี่ยวชาญ เช่น 4-5 คน เพียงพอให้สามารถจบโปรเจคกันได้เองในทีม เพื่อลดการทำงานแบบไซโล ที่ใช้เวลาประสานงานระหว่างฝ่ายค่อนข้างมาก เว้นแต่สมาชิกบางคน อาจทำงานให้กับหลายทีมได้ เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญและองค์กรยังไม่สามารถรับคนเพิ่มได้ เช่น งานด้าน Post-production เพื่อผลิตสื่อให้กับองค์กร เป็นต้น

การประชุมทีมใน 4 มิติ

1.ประชุมวางแผนงาน

วางแผนการทำงานทีละนิด เพื่อลองผิดลองถูกทีละหน่อย อาจจะเป็นการวางแผนแบบ 2-4 สัปดาห์ ไปลงมือทำแล้วกลับมาประชุมกันใหม่ โดยการประชุมแต่ละครั้งอาจใช้เวลา 4-8 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดคำตอบร่วมกันว่า

  • งานรอบนี้ มีความสำคัญอย่างไร
  • จะเลือกทำอะไรก่อน และวัดผลอย่างไร
  • เพื่อให้งานสำเร็จ ในแต่ละวันจะต้องทำอะไร

2. พูดคุยกันทุกวัน

ประชุมให้ง่าย เช่น อาจนัดยืนคุยกันก่อนเริ่มงาน 15 นาที เพื่อผ่อนคลายร่างกายให้สบายก่อนเริ่มงาน อัพเดทสถานการณ์งานของแต่ละคน และยืดหยุ่นงานให้เหมาะสม มุ่งเน้นให้เกิดการบริหารจัดการตนเอง (Self-Management) และช่วยให้ทุกคนได้โฟกัสงานสำคัญในแต่ละวัน อาจใช้คำถามว่า

  • เชิญชวนทุกคนให้ชื่นชมงานที่ทำไปแล้ว
  • เพื่อให้งานลุล่วง วันนี้ จะทำอะไรบ้าง

3. ประชุมทบทวนงาน

เมื่อครบรอบการทำงาน ให้นัดคุยกันถึงความก้าวหน้าของงาน อาจใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง เพื่อให้รู้ว่าได้ทำอะไรกันไปแล้วบ้าง มีโอกาสอะไรเกิดขึ้นบ้าง รักษาบรรยากาศสบาย ๆ ในการพูดคุย เพื่อส่งต่องานสู่กระบวนการพัฒนาปรับปรุงผลงานให้เท่าทันสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป อาจใช้คำถามว่า

  • แต่ละคนได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง
  • พอทำแล้วมีอะไรแตกต่างจากที่คิดไว้
  • ได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานรอบนี้
  • ในสถานการณ์นี้ จะทำอย่างไรต่อไป

4. ประชุมทบทวนคน

นัดคุยกันประมาณ 1-3 ชั่วโมง เพื่อเช็คอารมณ์ความรู้สึก เสริมสร้างพลังกลุ่ม ทบทวนประสบการณ์ในรอบการทำงานที่ผ่านมา แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงลึกถึงกระบวนการและเครื่องมือที่ใช้ เพื่อพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น อาจใช้คำถามว่า

  • เชิญชวนให้แต่ละคนเล่าประสบการณ์ดี ๆ
  • ในประสบการณ์ดี ๆ ที่เล่ามานั้น มีข้อคิดอะไร
  • จะนำข้อคิด ไปปรับใช้ต่อกับอะไร ได้อย่างไร

บทความนี้ ประยุกต์จากระบบการทำงานแบบ Scrum และ Appreciative Inquiry ร่วมกับประสบการณ์ในการเป็น Developer และการทำงานในองค์กรแห่งสติ เพื่อให้เกิดการทำงานที่คล่องตัว สอดคล้องตามยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงเหตุปัจจัยภายนอกอย่างรวดเร็ว โดยบทความนี้ เป็นเพียงแนวคิดขั้นต้น ที่สามารถต่อเติมในรายละเอียดตามบริบทขององค์เราได้ครับ ขอเชิญแลกเปลี่ยน พูดคุยกันต่อได้ครับ (Line ID: runwisdom)

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง 

รัน ธีรัญญ์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาภาวะผู้นำแบบ “Inner Growth for Outer Change”
Since:
Update:

Read : 1555 times